webmaster's News

ทุกฝ่ายร่วมหนุนกระทรวงเกษตรฯแบนสารเคมีทางการเกษตรก่อมะเร็ง4ชนิด



ทุกฝ่ายร่วมหนุนกระทรวงเกษตรฯแบนสารเคมีทางการเกษตรก่อมะเร็ง4ชนิด



 เวที สช.เจาะประเด็นระดมความเห็นทุกภาคส่วนเพื่อยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช หลังพบสถานการณ์โรคร้ายกับผู้บริโภคและเกษตรกร ทั้งมะเร็ง เบาหวาน  ภูมิแพ้ หวั่นลามไปถึงหญิงมีครรภ์และลูกในท้อง  เร่งยกเลิกทันที 4 รายการ  ได้แก่ คาร์โบฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส อีพีเอ็น เชื่อเป็นวัตถุอันตรายร้ายแรง พบหลายประเทศทั่วโลกหันหลังให้ แต่ประเทศไทยยังวางขายเกลื่อน

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556  สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)  จัดเวที สช.เจาะประเด็นเรื่อง "นโยบายเกษตรเพื่อสุขภาพ : แบน 4 สารเคมีเกษตรก่อมะเร็ง" ณ  อาคารสุขภาพแห่งชาติ มี ศ.เมธี ดร.สุปรีดิ์  วงศ์ดีพร้อม  สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ   ดร.อัมรา เวียงวีระ   ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว   ผศ.ดร.นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์   คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  

นพ.พิบูลย์ อิสระพันธ์   รองผอ.สำนักโรคจากการประกอบอาชีพ   กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข   
นางอรพรรณ   ศรีสุขวัฒนา   รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ   นายน้ำค้าง มั่นศรีจันทร์    ชาวบ้าน อ.สนามชัยเขต  จ.ฉะเชิงเทรา  ร่วมให้ข้อมูล 

นพ.พิบูลย์ กล่าวว่า  ประเทศไทยมีผู้เจ็บป่วยจากการได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลที่ได้จากการสำรวจเมื่อปี 2555 ด้วยวิธีตรวจเลือดเกษตรกรในพื้นที่ 16 จังหวัด จำนวน 152,846 คน พบผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและไม่ปลอดภัยจำนวน 46,016 คน คิดเป็นสัดส่วน 30% และเกษตรกรที่อยู่ในสภาวะปลอดภัยจำนวน 106,830 คน คิดเป็นสัดส่วน 70% เนื่องจากเกษตรบางส่วนฉีดพ่นสารเคมีโดยไม่มีการป้องกันตัวเอง มีโอกาสเป็นโรคร้ายหลายชนิด ทั้งระยะสั้น ได้แก่ โรคผิวหนังอักเสบ มึนงง เวียนศรีษะ คลื่นไส้ หัวใจเต้นช้า ปอดเป็นผังผืด จนถึงเสียชีวิต และในระยะยาวมีผลต่อการพัฒนาสมองผิดปกติ ความจำเสื่อม ผิวหนังแข็ง และเกิดความผิดปกติของทารก

ขณะที่ตัวเลขปริมาณนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืช ก็มีมูลค่าสูงขึ้นมากจาก 14,643 ล้านบาท เมื่อปี 2550 มาเป็น 20,875 ล้านบาท ในปี 2554 และเมื่อรวมปริมาณที่นำเข้าทั้งหมดในช่วง 5 ปี คือตั้งแต่ปี 2548-2552 แล้ว การนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรของประเทศไทยจะมีปริมาณมากถึง 520,321 ตัน คิดเป็นความสูงเทียบเท่าตึกใบหยก 2

ผศ.ดร.นพ.ปัตพงษ์   กล่าวว่า ปัจจุบันปริมาณผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากสารเคมีทางการเกษตรทั้ง 4 รายการ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดจากบริโภคอาหารที่มีสารปนเปื้อนโดยตรง หรือเกษตรกรใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นเวลานาน มีโอกาสรับสารพิษเหล่านี้ได้โดยตรง ส่งผลเสียต่อร่างกายทั้งแบบเฉียบพลัน เช่น ระบบทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร และระบบประสาท หรือหากสะสมไว้ในร่างกายทำให้เกิดโรคร้ายตามมา เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน เพราะสารมีพิษเหล่านี้จะซึมลึกเข้าไปถึงระดับ ดีเอ็นเอ โครโมโซม หรือ ยีน ในร่างกายของมนุษย์ ซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าเป็นจุดตั้งต้นของการมีชีวิต นำไปสู่ความบกพร่องของการสร้างเอ็นไซม์หรือฮอร์โมนต่างๆขึ้นมา

นอกจากนั้น ในงานวิจัยทางการแพทย์ ยังเคยตรวจพบสารเคมีทางการเกษตรหลายชนิด ตกค้างอยู่ในน้ำคร่ำของหญิงมีครรภ์ ขณะที่เด็กทารกซึ่งคลอดออกมาแล้ว ก็พบสารเคมีทางการเกษตรอยู่ในปัสสาวะ จะเห็นได้ว่า

มหันตภัยของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะเพียงแค่ 4 ชนิดนี้เท่านั้น มีโอกาสเข้าไปสะสมในดีเอ็นเอ ยีน และเอ็นไซม์ของเด็กแรกเกิด ทำให้มีโอกาสเป็นเด็กออทิสติก เกิดผลกระทบต่อการเรียนรู้ในอนาคตได้

ศ.เมธี ดร.สุปรีดิ์  กล่าวว่า สภาที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ทำเรื่องเสนอไปยังรัฐบาลขอให้ยกเลิกการขึ้นทะเบียน การนำเข้า การส่งออก รวมถึงห้ามมีสารเคมีเกษตรทั้ง 4 ชนิดไว้ในครอบครองโดยเด็ดขาด ซึ่งเรื่องนี้ได้ผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)รับทราบแล้ว อยู่ระหว่างการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาและเสนอความเห็นกลับมายังครม.อีกครั้ง โดยทางสภาที่ปรึกษาฯเห็นว่าสารเคมีทาง การเกษตรชนิดใด ที่ประเทศต้นทางของผู้ผลิต ได้สั่งห้ามไม่ให้มีการใช้แล้ว ก็ไม่ควรอนุมัติให้นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยได้อีก

สำหรับสารเคมีทั้ง 4 ชนิดดังกล่าวมีการใช้ในประเทศไทยมานาน ส่งผลให้แมลงศัตรูพืชอาจเกิดการดื้อยา เกษตรกรผู้ปลูกจำเป็นต้องใช้ปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเกิดการสะสมทั้งในร่างกายของเกษตรกรผู้ปลูกเอง และปนเปื้อนมากับพืชผักที่ผู้บริโภคซื้อไปรับประทาน
 
ดังนั้น สภาที่ปรึกษาฯจึงเห็นควรให้มีการทบทวนและปรับวิธีการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายใหม่ทั้งระบบและเสนอให้ มีคณะกรรมการเคมีแห่งชาติ เปิดให้นำเสนอข้อมูลและเอกสารทางวิชาการมาประกอบการพิจารณา มีการจำกัดระยะเวลาในการใช้ ไม่ใช่การขึ้นทะเบียนแล้วจะวางจำหน่ายได้ตลอดไป เช่น เมื่อขึ้นทะเบียนแล้วทุกๆ 3 ปี ต้องมีการจัดทำรายงานผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ให้กรมวิชาการเกษตรพิจารณา นอกจากนั้น ยังควรมีการควบคุมการโฆษณาการขายสารเคมีเกษตรที่เป็นวัตถุเคมีอันตรายอย่างเคร่งครัด


นางอรพรรณ กล่าวว่า มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 5 พ.ศ. 2555  เรื่อง “ความปลอดภัยทางอาหาร: การแก้ไขปัญหาจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช” นี้ เป็นฉันทามติของสมาชิกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติกว่า 1,800 คน จากหลากหลายองค์กร/เครือข่าย เป็นมติที่ประกาศร่วมกันอย่างชัดเจนว่า ต้องการสนับสนุนนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้ประกาศเดินหน้าแบนสารเคมีทางการเกษตร  4 ชนิด โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยกรมวิชาการเกษตรทบทวนการอนุญาตการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะคาร์โบฟูราน  เมโทนิล ไดโครโตฟอส อีพีเอ็น  เพื่อเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4   ที่ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ครอบครอง นับเป็นการทำหน้าที่ที่น่าชื่นชมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ที่นำข้อมูลผลกระทบทางสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค ไปประกอบการพิจารณาร่วมกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดจากการตีคืนสินค้าเพราะการปนเปื้อนของสารเคมีเกษตรที่เป็นอันตรายเหล่านี้ในสินค้าเกษตรของไทย รับเป็นการประกาศนโยบายสาธารณะทางการเกษตรที่ห่วงใยสุขภาพ  ซึ่งสมาชิกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติคงจะได้เฝ้าติดตามและสนับสนุนการประกาศนโยบายนี้ให้เป็นจริงโดยเร็วด้วย

ดร.อัมรา ตัวแทนจากกรมการข้าว กล่าวว่า ปัจจุบันกรมการข้าวไม่แนะนำให้มีการใช้สารเคมีเกษตรทั้ง 4 ชนิดในการปลูกข้าว เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะพิษของสารเคมีจะไปทำลายตัวห้ำ ตัวเบียน ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ในการกำจัดแมลงที่เป็นศัตรูข้าว เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าว และยังมีผลให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีการระบาดเพิ่มขึ้น ชาวนาก็ต้องเพิ่มปริมาณการใช้สารเคมีมากขึ้นทุกปี ผลผลิตข้าวลดลง ต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่ธรรมชาติก็เสียความสมดุล

“เวลามีการอบรมเกษตรกร กรมการข้าวจะย้ำเตือนว่าไม่ให้ใช้สารเคมีเหล่านี้อย่างเด็ดขาด ซึ่งเท่าที่พบขณะนี้ก็ถือว่ามีเพียงส่วนน้อยมากเท่านั้นที่ยังใช้อยู่ เราจะแนะนำว่าหากจำเป็นก็มีสารชนิดอื่นทดแทนและต้องไม่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ดร.อัมรากล่าว

นายน้ำค้าง   มั่นศรีจันทร์ ชาวบ้านอำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้เคยมีประสบการณ์ใช้สารเคมีมานานถึง 10 ปี แต่ปัจจุบันหันมาทำเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษ กล่าวว่า สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้ง 4 รายการ คือ คาร์โบฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส อีพีเอ็น มีการใช้มา 40-50 ปีแล้ว  ส่วนใหญ่เกษตรกรไม่รู้ถึงผลกระทบที่รุนแรงต่อสุขภาพ การฉีดพ่นส่วนใหญ่ไม่ใส่หน้ากากและเสื้อแขนยาวในการปกป้องผิวหนัง เมื่อสูดดมสารเคมีเข้าไปจำนวนมากทุกวัน ทำให้บางคนมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เป็นโรคภูมิแพ้โดยไม่ทราบสาเหตุ ผิวหนังเป็นผื่นคันหรือมีน้ำเหลืองไหลออกมา บางคนเกิดปัญหาสายตาฝ้าฟาง  กระทั่งผลการสำรวจล่าสุดที่ออกมา พบภาวะผิดปกติของเลือดในร่างกาย รวมถึงโรคมะเร็งตับเนื่องจากมีสารพิษไปสะสมจำนวนมาก
    
 “ผู้บริโภคก็ไม่มีโอกาสรับรู้ได้ว่าผักผลไม้ที่ซื้อไปรับประทานนั้นจะมีสารเคมีอยู่มากน้อยเพียงใด เนื่องจากความเร่งรีบของชีวิตคนเมือง ทำให้พฤติกรรมการบริโภคต้องทำแบบเร่งด่วน ไม่มีโอกาสเลือกหรือตรวจสอบสินค้าว่าจะมีสารปนเปื้อนอยู่หรือไม่ สุดท้ายแล้วจึงเกิดผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว”  นายน้ำค้างกล่าว
นายน้ำค้าง ระบุว่า เสนอให้รัฐบาลเร่งยกเลิกสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เป็นอันตราย และหากมีสินค้าที่ออกวางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดก็ให้เร่งเก็บคืนให้หมดโดยเร็ว รวมถึงพัฒนาเกษตรกรรมทางเลือกอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรอินทรีย์ พืชสมุนไพรไทย ซึ่งสามารถปลูกได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี แต่อาศัยภูมิปัญญาชาวบ้านในท้องถิ่น ซึ่งเชื่อว่าจะลดปัญหาสุขภาพและสร้างสมดุลให้กลับคืนสู่ธรรมชาติอีกครั้ง

Facebook

เข้าสู่ระบบ to rate

อันดับความนิยม:

อัพโหลดโดย:  webmaster

วันที่อัพโหลด:  18th Feb 13

จำนวนผู้ชม:  2615

ความคิดเห็น:  0

ข่าวที่ชื่นชอบ:  0

หมวด:   ข่าวสารน่ารู้

แจ้งข่าวไม่เหมาะสม

ชื่นชอบ

ส่งอีเมล์ถึ่งเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง