webmaster's News

ฉันป่วย...'โรคสะเก็ดเงิน' หยุดตีตรา รักษาได้ ไม่ติดต่อ



ฉันป่วย...'โรคสะเก็ดเงิน' หยุดตีตรา รักษาได้ ไม่ติดต่อ



พวงชมพู ประเสริฐ
qualitylife4444@gmail.com

29 ตุลาคม ของทุกปี องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้เป็นวันสะเก็ดเงินโลก ในปีนี้สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ริเริ่มรณรงค์ภายใต้แนวคิด "หยุดตีตรา ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน" เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจกับคนในสังคม เนื่องจากพบว่าผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินยังถูกสังคมรังเกียจและปฏิเสธการให้บริการในบางส่วน เช่น ร้านนวด ร้านอาหาร ซึ่งส่งผลอย่างยิ่งต่อสภาวะทางจิตใจของผู้ป่วย

เหมือนเข็มทิ่มจากทุกทิศทาง

สิรินทร จิระกูล อายุ 26 ปี นักศึกษาปริญญาโท คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) เล่าว่า ทราบว่าป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงินเมื่อปี 2547 เนื่องจากมีอาการผื่นขึ้นทั้งตัว จนปี 2549 มีอาการกำเริบหนัก ปื้นแดงขึ้นทั่วทั้งร่างกาย พยายามแสวงหาการรักษาทุกรูปแบบทั้งแพทย์ทางเลือกและความเชื่อต่างๆ จนปี 2552 ปฏิเสธการรักษาเพราะคิดว่ารักษาไปก็ไม่หายขาด จนอาการกำเริบหนักอีกครั้ง ปื้นแดงขึ้นตั้งแต่ปลายเท้า ใบหน้า ศีรษะ แขน เล็บ และกระดูกนิ้วเริ่มคดงอ ตอนนั้นเมื่อแผลแห้งแตก ก็จะเป็นผิวแดง บางๆ มีเลือดซึมตลอด เมื่อโดนน้ำหรืออากาศก็เจ็บปวดเหมือนมีเข็มจากทุกทิศทางทิ่มเข้ามาที่ร่างกาย จึงกลับมารักษาอีกครั้งเมื่อปี 2560 โชคดีที่คนในครอบครัว ญาติไม่แสดงอาการรังเกียจ แต่ให้ความเข้าใจว่าเราป่วยต้องช่วยเหลือเพื่อให้ผ่านไปได้ รวมถึงเพื่อนในทุกระดับที่เรียนก็ไม่มีใครรังเกียจ

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวก็เคยเจอประสบการณ์ที่ไม่ดีจากคนในสังคมที่มีต่อผู้ป่วยสะเก็ดเงิน คือ จะพบเห็นสายตาที่แสดงความสงสัย รังเกียจ ไม่แน่ใจที่จะเข้ามาปฏิสัมพันธ์กับเรา แม้ไม่ได้แสดงออกด้วยวาจาแต่สายตาที่สื่อออกมาก็รับรู้ได้ถึงความหมาย ซึ่งไม่ใช่ความผิดของเขา เพราะแผลที่ผิวหนังก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ามอง ตอนเด็กๆ เคยแยกตัวออกจากสังคม เพราะถูกคนในสังคมนั้นแยกให้เป็นอื่นเหมือนไม่ใช่คนในสังคม แต่เมื่อโตขึ้นคิดบอกตัวเองว่าต้องสร้างคุณค่าของตัวเองเพื่อกลบสายตา

รังเกียจของคนอื่น จึงได้พัฒน าตนเองเพื่อมาปิดบาดแผลด้วยการตั้งใจเรียน

"อยากบอกว่าการที่เราเป็นโรค เราไม่ใช่คนผิดบาป ความดีความชั่วของคนไม่ได้วัดที่การเป็นโรค ทุกคนมีคุณค่าของตนเอง อย่าให้โรคมาขัดขวางคุณค่าในตัวเราเอง และไม่ต้องยึดโยงกับ คำพูดของคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆกับเรา จะทำให้เรากล้าใช้ชีวิต เพราะทุกคนเป็นคนเหมือนกัน"  สิรินทรฝากแง่คิด

ต้องนอนหลับทั้งความปวด

ศุภชัย มโนการ อายุ 56 ปี ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักชลสิทธิ์ เล่าว่า ทราบว่าเป็นโรคสะเก็ดเงินตอนอายุ 20 ปี ก็รักษามาตลอด ตอนเมื่อโรคเข้าข้อมีอาการปวดตามข้อ ต้องพบแพทย์ถึง 6 ท่านจึงจะสามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคข้อจากสะเก็ดเงิน ตอนนั้นอาการเจ็บปวดทรมานมาก ตอนกลางวัน ไม่มีอาการทำงานได้ตามปกติ แต่ในช่วงเวลากลางคืนเจ็บปวดตามข้อทั้งตัว โดยเฉพาะที่เข่าและมือจะบวมและปวดมาก แม้จะก้าวเดิน ขึ้นบันได หรือขึ้นเตียงนอนลำบาก ต้องคลานขึ้นบันได ตอนนอนแทบจะไม่ได้นอน ต้องนอนคว่ำและหลับไปทั้งความปวด เป็นเช่นนี้อยู่หลายเดือน จนปัจจุบันหลังได้รับการรักษาที่สถาบันโรคผิวหนัง อาการปวดตามข้อไม่มีแล้ว แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้เรียกได้ว่า เหลือเกินกับชีวิตมาก

"ผู้ป่วยหลายคนไม่อยากเปิดเผย แม้จะรู้ว่าโรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อ เพราะคนในสังคมอาจจะมีการตีตราอยู่ แต่ส่วนตัวผมไม่ได้มีปัญหากับการเข้าสังคม เพราะเรารู้ว่าโรคนี้ไม่ติดต่อ จึงมีความกล้าในการพบปะเข้าสังคมกับคนอื่นๆ ได้ปกติ ปัจจุบันคนทั่วไปทราบว่าโรคนี้ไม่ติดต่อ แต่บางคนก็ยังรังเกียจ อยากบอกว่าอย่ารังเกียจเลย เพราะผู้ป่วยเขาเองก็ทุกข์กายทุกข์ใจมากแล้ว โปรดอย่าซ้ำเติมเขาอีกเลย" ศุภชัยกล่าว

ต้องระวังโรคเข้าข้อ

นพ.เวสารัช เวสสโกวิท ที่ปรึกษาผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนังฝ่ายวิชาการ อธิบายว่า โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis)เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังชนิดหนึ่งที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ทราบว่าภาวะภูมิคุ้มกันกระตุ้นให้ผิวแตกแยกมากขึ้น กลายเป็นผื่น เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางพันธุกรรม ซึ่งมีข้อมูลพบว่าหากมีทั้งพ่อและแม่เป็นโรคสะเก็ดเงิน ลูกมีโอกาสที่จะเป็นโรคมากกว่าคนทั่วไปสูงถึง 41% แต่หากมีพ่อหรือแม่เป็นโรคสะเก็ดเงินลูกมีโอกาสจะเป็น 14% อาการผู้ป่วยจะเป็นได้ทั้งน้อยและมาก

อาการที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก ได้แก่ ผื่นแดง นูน ขอบเขตชัดเจน จะมีขุยสีขาว หรือเกล็ดสีเงินปกคลุม บางรายเป็นตุ่ม หนอง กระจายทั่วร่างกาย ใบหน้า หนังศีรษะ และมีเล็บผิดปกติร่วมด้วย ผื่นอาจมีอาการคันและสามารถมองเห็นได้ชัดเจน นอกจากนี้ ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการข้ออักเสบ ผิดรูป และอาจพบโรคอื่นๆ ด้วย เช่น โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน เบาหวาน ไขมันสูง อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น

"หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังมากในการผู้ป่วยคือ สะเก็ดเงินเข้าข้อ ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดความพิการ เมื่อผู้ป่วยมีอาการปวดข้อจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนการรักษาทันที ขณะที่อาการทางผิวหนัง เมื่อหายก็จะหายเกลี้ยงไม่มีแผลเป็น" นพ.เวสารัชกล่าว

พญ.อรยา กว้างสุขสถิตย์ ผู้ช่วยผู้อำนวย การฯ ด้านประชาสัมพันธ์องค์กร สถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า ในการรักษาผู้ป่วยมี 4 วิธีโดยแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย คือ การรักษาโดยการใช้ยาทาภายนอก การฉายแสง การใช้ยารับประทานและยาฉีด

นอกจากนี้ การดูแลตนเองเบื้องต้นของผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อจะได้สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติและช่วยไม่ให้อาการของโรครุนแรงมากขึ้น

ได้แก่ 1.การพักผ่อนให้เพียงพอเนื่องจากภาวะนอนไม่หลับพักผ่อนไม่เพียงพอจะมีส่วนสัมพันธ์กับการกำเริบของโรคสะเก็ดเงินได้มาก ถึง 30-40%

2.การรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิตและยารักษาโรคซึมเศร้า ที่มีส่วนทำให้อาการของโรคสะเก็ดเงินกำเริบได้ ผู้ป่วยจึงควรแจ้งแพทย์ผู้รักษาให้ทราบทันทีหากมีการใช้ยาดังกล่าวร่วมด้วย

3.งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะแอลกอฮอล์ทำให้โรคกำเริบได้อย่างง่ายดาย  

4.หลีกเลี่ยงแสงแดดที่ร้อนเกินไป เพราะจะทำให้ผิวหนังอักเสบมากขึ้นจนมีผื่นสะเก็ดเงินเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

และ 5.หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมี การระคายเคืองต่างๆ ในบริเวณร่างกายจากการกด รัด เสียดสี เพราะสิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นให้เกิดอาการผื่นคัน และมีอาการของโรคสะเก็ดเงินกำเริบในเฉพาะส่วนได้

"ปฏิกิริยาของคนรอบข้างส่งผลต่อจิตใจ ผู้ป่วยมาก เพราะคนไข้จะมีความรู้สึกไม่มั่นใจอยู่แล้ว แม้จะเป็นโรคเรื้อรังเหมือนเบาหวาน แต่จะมีผื่นผิวหนังแสดงให้เห็น หากคนรอบข้างเข้าใจก็จะทำให้ผู้ป่วยไม่ท้อในการรักษาและกล้าใช้ชีวิตในสังคม ทั้งนี้หากคนไข้ยิ่งเครียด โรคก็จะยิ่งกำเริบจึงต้องพยายามทำใจให้สบาย" พญ.อรยาแนะนำปิดท้าย

ที่มา : คม ชัด ลึก

Facebook

เข้าสู่ระบบ to rate

อันดับความนิยม:

อัพโหลดโดย:  webmaster

วันที่อัพโหลด:  8th Nov 18

จำนวนผู้ชม:  79

ความคิดเห็น:  0

ข่าวที่ชื่นชอบ:  0

หมวด:   ข่าวสารน่ารู้

แจ้งข่าวไม่เหมาะสม

ชื่นชอบ

ส่งอีเมล์ถึ่งเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง