รายงานข่าวสุขภาวะ ภาคใต้ สานใจสานพลัง 28 กรกฎาคม 2563 ตอน เอกชนร่วมสานฝันสมัชชา : ชัยวุฒิ เกิดชื่น

* * *ชัยวุฒิ_เกิดชื่น รายงานข่าวสุขภาวะภาคใต้ รายงานข่าวสุขภาวะ_สานใจสานพลัง อยู่อาศัย เมืองเพื่อสุขภาวะ ชุมชนเมือง พัฒนาที่อยู่อาศัย มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ* * *
Facebook
download

โดย: webmaster

จำนวนผู้ฟัง: 83

โดย: webmaster

จำนวนผู้ฟัง: 80

โดย: webmaster

จำนวนผู้ฟัง: 75

โดย: webmaster

จำนวนผู้ฟัง: 77

การจัดการและพัฒนาที่อยู่อาศัย ชุมชน และเมืองเพื่อสุขภาวะ รศ.ดร.กุณฑลทิพย พานิชภักดิ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลขานุการคณะทำงานยกร่างมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๙ พ.ศ.๒๕๕๙ เรื่อง การจัดการและพัฒนาที่อยู่อาศัย ชุมชน และเมืองเพื่อสุขภาวะ ระบุว่า ภาคีที่ได้ร่วมกันพัฒนามตินี้มองเห็นร่วมกันว่า ที่อยู่อาศัยไม่ได้เป็นเพียงสินค้าที่ขึ้นกับกำลังซื้อของบุคคล แต่ยังมีมิติทางสังคมคือ เป็น 1 ในปัจจัย 4 พื้นฐานสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ทุกคน ทุกครอบครัว ในมิติทางเศรษฐกิจ ที่อยู่อาศัยเป็นภาคธุรกิจที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของชาติและเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเมือง พื้นที่เมืองกว่า 70% เป็นที่อยู่อาศัย ดังนั้น สังคมจะดีมีสุขภาวะได้ ต้องมีทั้งบ้าน ทั้งชุมชนและเมืองสุขภาวะที่ดำรงรักษาทรัพยากรธรรมชาติตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน อาจารย์กุณฑลทิพยเล่าถึงจุดเริ่มต้นของมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในเรื่องนี้ว่า พี่น้องเครือข่ายชุมชนนครสวรรค์ ในชุมชนบ้านมั่นคงต้องการให้ที่อยู่อาศัยเป็นที่อยู่อาศัยที่มีสุขภาวะ จากนั้นจึงมีการระดมสมองกับภาควิชาการและส่วนอื่นๆ พัฒนาจนที่ประชุมเห็นควรขยายผลว่า การจะทำให้พวกเราอยู่ร่วมกันอย่างมีสุขภาวะได้ ต้องมองภาพรวมตั้งแต่ตัวบ้าน ชุมชน พื้นที่รอบชุมชนและเมือง แล้วออกแบบร่วมกัน จึงได้ร่วมกันตั้งคณะทำงานยกร่างฯ ที่มาจากหลายภาคส่วน โดยมีภาคเอกชน คือ สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายด้วย การร่วมเรียนรู้และระดมสมองกันใช้เวลานานประมาณ 1 ปีเพื่อยกร่างมติ ‘การจัดการบริหารที่อยู่อาศัย ชุมชน และเมืองเพื่อสุขภาวะ’ จนออกมาเป็นมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในปี 2559 โดยคำว่า “สุขภาวะ” นั้นมีความหมายทั้งสุขภาพทางกาย สุขภาพทางใจ สุขภาพทางปัญญา และสุขภาพทางสังคม ตามนิยามในพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 จากการทำงานเพื่อให้มีที่อยู่อาศัยอย่างพอเพียงสำหรับทุกคนมากว่า 40 ปี รศ.ดร.กุณฑลทิพย เห็นว่า ในอดีตประเทศไทยมีการดำเนินงานแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยได้เป็นอย่างดี แต่เรายังไม่เคยมีการวางแผนล่วงหน้าว่า เมื่อเราพัฒนาเมือง พัฒนาเศรษฐกิจ ย่อมต้องมีแรงงานเพื่อเข้ามาทำงานเหล่านั้น และร้อยละ 60 ของคนทำงาน จะเป็นผู้มีรายได้ไม่เพียงพอที่จะสามารถจ่ายค่าที่อยู่อาศัยในราคาตลาดปกติได้ เมื่อไม่มีการวางแผนรองรับว่า จะให้พวกเขาเหล่านั้นมีที่อยู่อาศัยที่พอเพียงได้อย่างไร ทำให้ต้องตามแก้ปัญหากันไม่มีที่สิ้นสุด อาจารย์กุณฑลทิพย ยังยกตัวอย่างสิงคโปร์ซึ่งใช้การพัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นการสร้างชาติ เริ่มต้นเมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเดียวกันกับที่ประเทศไทยตั้งการเคหะแห่งชาติขึ้น แต่ด้วยวิธีคิดนโยบายแบบ ที่อยู่อาศัยเป็นศูนย์กลางการพัฒนาชาติ มีการวางแผนระยะยาวอย่างมีลำดับขั้นตอนและมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนทุกครัวเรือนของสิงคโปร์สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีมาตรฐานและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่วนประเทศไทยแม้ภาครัฐจะมีนโยบายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยด้านที่อยู่อาศัยตามสมควร แต่ก็เป็นนโยบายระยะสั้น เกิดขึ้นเป็นครั้งๆ ตามการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาล และหวังผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือผลทางการเมืองมากกว่าการวางรากฐานระยะยาว อาจารย์กุณฑลทิพย กล่าวว่าเป้าหมายของสิงคโปร์ชัดตั้งแต่แรกว่าเพื่อให้คนของเขาได้มีที่อยู่อาศัยที่ ‘อยู่เย็นเป็นสุข’ แต่ของไทย บ้านเราเล็กลงทุกทีๆ เพราะเอกชนต้องแข่งกันลดต้นทุน จากเดิมที่การเคหะฯ เคยกำหนดว่า 33 ตารางเมตรเป็นพื้นที่เล็กสุด ตอนนี้เหลือ 20 ตารางเมตร ขณะที่สิงคโปร์เคยทำ 33 ตารางเมตรตอนนี้ขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยใช้มาตรการจูงใจหลายรูปแบบ เช่น ให้คนสิงคโปร์รุ่นใหม่รับพ่อแม่ปู่ย่าตายายไปอยู่ด้วย เรียกว่าเอานโยบายที่อยู่อาศัยผนวกกับนโยบายพัฒนาสังคมได้ จะเห็นได้ว่า หากจะดำเนินการพัฒนาที่อยู่อาศัยและเมืองเพื่อสุขภาวะให้เป็นไปตามที่กล่าวมานั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก นอกจะต้องมีแนวคิด นโยบาย การวางแผนการดำเนินงานแล้ว ยังจำเป็นต้องเกิดความร่วมมือร่วมใจ

login to rate

ระดับความนิยม:

อัพโหลดโดย:  webmaster

วันที่:  13th Aug 20

จำนวนผู้ฟัง:  360

แสดงความคิดเห็น:  0

เพิ่มเป็นเสียงที่ชื่นชอบ:  0

หมวด:   รายงานข่าวสุขภาวะ

แจ้งเสียงไม่เหมาะสม

เพิ่มเป็นเสียงที่ชื่นชอบ

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ดาวน์โหลดเสียงนี้(12 ดาวน์โหลด)


(สามารถนำโค๊ดนี้ไปแสดงที่เว็บไซต์หรือ MySpace,Friendster,Blogger ของคุณได้!)