รายงานข่าวสุขภาวะ ภาคใต้ สานใจสานพลัง 10 มีนาคม 2563 ตอน สู้ภัยไปด้วยกัน : ชัยวุฒิ เกิดชื่น

* * *ชัยวุฒิ_เกิดชื่น รายงานข่าวสุขภาวะภาคใต้ รายงานข่าวสุขภาวะ_สานใจสานพลัง COVID-19 สมัชชาสุขภาพจังหวัด ไวรัส ไวรัสโควิด ไวรัสโคโรนา โรคติดต่ออันตราย ปรีดา_แต้อารักษ์* * *
Facebook
download

สช.เร่งสานพลังเครือข่ายทุกภาคส่วนและสมัชชาสุขภาพจังหวัดทั่วประเทศ หาแนวทางหนุนเสริมการป้องกันไวรัส COVID-19 ในรายการบอกเล่า 965 ออกอากาศทางคลื่นความคิด FM 96.5 ช่วง สานพลังสร้างสุขภาวะกับ สช. (สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ) นพ.ปรีดา แต้อารักษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้แนะให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการและรับข้อมูลข่าวสารจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นหลัก เพื่อรับมือไวรัส COVID-19 ขณะที่ทาง สช. จะทำหน้าที่ประสานภาคีเครือข่ายที่มีอยู่ทุกจังหวัด หาแนวทางร่วมกันต่อไป นพ.ปรีดา กล่าวว่า ในแง่การแพทย์และการป้องกันนั้น สธ. มีแนวทางมาตรการชัดเจนอยู่แล้ว และยังประกาศให้ COVID-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายตามมาตรา 4 ใน พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 เพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่ออันตราย และเพื่อยกระดับการเตรียมความพร้อม ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่เข้าสู่การระบาดระยะที่ 3 แต่การมีมาตรการเข้มข้นและป้องกันล่วงหน้า ก็เพื่อชะลอการระบาดให้ช้าที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ต่อประเด็นที่ว่า ผู้ที่มีความเสี่ยงไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลให้แพทย์ทราบ ซึ่งมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ระบุไว้ว่า ข้อมูลด้านสุขภาพถือเป็นความลับส่วนบุคคล ผู้ใดจะนำไปเปิดเผยที่น่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียหายไม่ได้ ท่ามกลางกระแสสังคมที่หวั่นกลัวเชื้อ COVID-19 ก็ยิ่งทำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงเก็บตัวเงียบเพราะไม่ต้องการถูกรังเกียจ นพ.ปรีดา อธิบายประเด็นนี้ว่า

“ข้อมูลส่วนบุคคล ใครจะเอาไปเปิดเผยไม่ได้ แม้แต่แพทย์พยาบาลก็ทำไม่ได้ แต่สมมติเราเจ็บป่วยไม่สบาย มีโรคประจำตัว แล้วเราไม่บอก จะเป็นผลเสียต่อตัวเองอย่างยิ่ง เพราะเมื่อข้อมูลไม่ครบถ้วนการวินิจฉัยก็อาจผิดพลาด ถ้าไม่บอกว่าไปที่ไหนมา เป็นพื้นที่เสี่ยงไหม กว่าจะเจออาการก็มากแล้ว และอาจแพร่เชื้อสู่คนอื่นโดยไม่รู้ตัว การปกปิดข้อมูลกับแพทย์และโรงพยาบาลจึงไม่เป็นผลดีต่อใครเลย แต่สังคมต้องเข้าใจว่า ไม่มีใครอยากเจ็บป่วย ถ้าติดเชื้อแล้ว การประณามหยามเหยียดไม่เป็นผลดีเช่นกัน ต้องเข้าใจ เห็นใจกัน ถ้าทุกฝ่ายพยายามช่วยเหลือไม่ให้เชื้อแพร่กระจาย เฝ้าระวัง ช่วยเหลือกัน น่าจะเป็นส่วนที่ดีที่สุด และไม่พูดอะไรที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกหรือรังเกียจเดียดฉันท์ เพราะนั่นจะทำให้คนที่ไม่สบายไม่เปิดเผยตัวเองมากขึ้น และจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์”

ส่วนบทบาทของ สช. นั้น นพ.ปรีดา เปิดเผยว่า สช. กำลังหารือความร่วมมือกันในเรื่องนี้กับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ภาคียุทธศาสตร์ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงสมัชชาสุขภาพจังหวัด เพื่อร่วมกันวางมาตรการสกัดการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 รวมถึงการสื่อสารกับภาคีไม่ให้เกิดการตื่นตระหนกและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน “ที่เราทำอยู่คือ การสานพลัง พูดคุยแจ้งแนวทางไปยังภาคีเครือข่าย โดยเพิ่งพูดคุยกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เห็นตรงกันว่าถ้าร่วมมือกัน สื่อสารไปยังภาคี ภาคประชาสังคมในระดับจังหวัดและตำบลที่มีอยู่เป็นจำนวนมากเพื่อตั้งวงพูดคุยว่าในชุมชนจะช่วยเหลือกันอย่างไรได้บ้าง เช่น มีหลายกลุ่มที่ทำหน้ากากอนามัย เราก็อาจไปสนับสนุนให้กับกลุ่มด้อยโอกาสหรือกลุ่มเสี่ยง สร้างการรณรงค์และร่วมมือกันระดับจังหวัด ระดับตำบล ซึ่งทาง สช. มีภาคีสื่อสุขภาวะในเครือข่ายสื่อท้องถิ่นอยู่ และยังมีสมัชชาสุขภาพจังหวัดที่จะเคลื่อนไหวร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ตั้งวงพูดคุยและทำกิจกรรมที่ร่วมมือกัน หนุนเสริมกันและกัน” นพ.ปรีดา ย้ำด้วยว่าให้ประชาชนติดตามข่าวจากทางกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น ข้อมูลใดที่ไม่แน่ใจว่าจริงหรือเท็จไม่ควรแชร์ต่อในโซเชียลมีเดีย เพื่อป้องกันความสับสน

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่า อัตราอาการรุนแรงและภาวะวิกฤตจะส่งผลต่อการใช้ทรัพยากรในการดูแลผู้ป่วยจำนวนมากและทำให้อัตราการหายต่ำ ทั้งยังมีการแพร่กระจายไปยังบุคลากรทางการแพทย์หลายประเทศก่อให้เกิดการขาดแคลนแพทย์ พยาบาลดูแลรักษาและต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันมากขึ้น

login to rate

ระดับความนิยม:

อัพโหลดโดย:  webmaster

วันที่:  12th Mar 20

จำนวนผู้ฟัง:  56

แสดงความคิดเห็น:  0

เพิ่มเป็นเสียงที่ชื่นชอบ:  0

หมวด:   รายงานข่าวสุขภาวะ

แจ้งเสียงไม่เหมาะสม

เพิ่มเป็นเสียงที่ชื่นชอบ

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ดาวน์โหลดเสียงนี้(6 ดาวน์โหลด)


(สามารถนำโค๊ดนี้ไปแสดงที่เว็บไซต์หรือ MySpace,Friendster,Blogger ของคุณได้!)