รายงานข่าวสุขภาวะ ภาคเหนือ สานใจสานพลัง 23 มกราคม 2563 ตอน สมัชชาสุขภาพ 77 จังหวัด ประกาศเจตนารมณ์แบน 3 สารดันเกษตรอินทรีย์สู่วาระแห่งชาติ : อิสระ บุญอนันต์

* * *อิสระ_บุญอนันต์ รายงานข่าวสุขภาวะภาคเหนือ รายงานข่าวสุขภาวะ_สานใจสานพลัง เครือข่ายสมัชชาสุขภาพ เจตนารมณ์ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เกษตรอินทรีย์ วาระแห่งชาติ สารเคมีทางการเกษตร สารเคมีอันตราย แบนสารเคมี* * *
Facebook
download

เครือข่ายสมัชชาสุขภาพ 77 จังหวัด รุกประกาศเจตนารมณ์กลางเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 12 ที่ผ่านมานี้ ดันเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมเรียกร้องกระทรวงเกษตรฯหยุดซื้อเวลา ‘แบน 3 สารเคมีการเกษตร’ และต้องเร่งเสนอทางเลือกจัดการวัชพืชและศัตรูพืชโดยไม่ใช้สารเคมีเป็นแนวทางหลัก จัดงบอุดหนุนเกษตรกรระหว่างการเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ประเด็นเด็กกับโลกออนไลน์ ผู้ประกอบการมือถือล้ำหน้า นำร่องอบรมหลายโครงการ ย้ำรัฐควรมีหลักสูตร DQ หรือความฉลาดทางดิจิทัล ในโรงเรียน

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2562 ที่ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ หลังพิธีเปิดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 12 พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา เครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัด 77 จังหวัด และองค์กรภาคีเครือข่ายสมาชิกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติทั่วประเทศ ได้ร่วมกัน ประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ โดยมีข้อเรียกร้องต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างกล้าหาญในการแบนสามสารเคมีอันตรายที่ใช้ในการเกษตร โดยต้องเสนอทางเลือกในการจัดการวัชพืชและศัตรูพืชโดยไม่ใช้สารเคมีเป็นแนวทางหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่ไม่ประสงค์ให้มีการนำสารเคมีอื่นใดมาทดแทนสารเคมีพิษที่ถูกแบน และเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศนโยบายขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติเพื่อสนับสนุนให้เกิดอาหารและเกษตรปลอดภัยไร้สารเคมีพิษอย่างเป็นรูปธรรมทั่วทั้งแผ่นดิน

“หากการปรับเปลี่ยนของเกษตรกรในครั้งนี้ทำให้ต้นทุนเกษตรกรเพิ่มขึ้น รัฐก็ควรรับภาระในการชดเชยหรือสนับสนุนเกษตรกรเหล่านั้น โดยกระทรวงเกษตรฯ ควรประเมินงบประมาณแล้วเสนอให้รัฐบาลพิจารณาอนุมัติให้ทันก่อนหน้าฤดูกาลเพาะปลูกที่จะเริ่มขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคมนี้” แถลงการณ์เครือข่ายฯ ระบุ

นอกจากนี้เครือข่ายฯ ยังแสดงจุดยืนสนับสนุนมติสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 21 พ.ย.2562 ที่มีมติเอกฉันท์เห็นชอบรายงานของกรรมาธิการวิสามัญควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรมซึ่งเสนอให้ปรับเปลี่ยนประเทศสู่เกษตรอินทรีย์และเกษตรยั่งยืนร้อยละ 100 ภายในปี 2573 และเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งเสนอร่างกฎหมายว่าด้วยเกษตรกรรมยั่งยืน รวมทั้งแยกกฎหมายการกำกับควบคุมสารเคมีกำจัดศัตรูพืชออกจากกฎหมายวัตถุอันตราย เพื่อให้การควบคุมการใช้สารพิษเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และยังเสนอให้รัฐยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีนำเข้าแก่เครื่องจักรกลการเกษตร วัสดุคลุมดิน หรือเครื่องมือใดๆ สำหรับเกษตรกร เช่นเดียวกับที่รัฐบาลไม่เคยเรียกเก็บภาษีสารเคมีการเกษตรติดต่อกันมานานเกือบสามสิบปี

นางระตะนะ ศรีวรกุล แกนนำกลุ่มเกษตรอินทรีย์จังหวัดปราจีนบุรี หนึ่งในแกนนำเครือข่ายสมัชชาจังหวัด กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำเกษตรอินทรีย์ยาวนานกว่า 10 ปี ยืนยันว่าเกษตรอินทรีย์สามารถจัดการศัตรูพืชได้ ทำให้ผลผลิตดีและสวยงามขายได้ง่าย ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 200 ครัวเรือนใน 18 ตำบลของปราจีนบุรี และสามารถส่งขายในโรงพยาบาลหลายแห่งรวมถึงห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ทั้งนี้ การรวมกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ถือเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะจะทำให้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ในด้านวัตดุดิบ องค์ความรู้ รวมทั้งทำให้ง่ายต่อการได้รับการรองรับมาตรฐานสำหรับการส่งขายในท้องตลาด “เรามีทุกอย่างแบบที่สารเคมีมี น้ำหมัก ปุ๋ย ฮอร์โมน แล้วให้ผลดีกว่า ถูกกว่า เพราะใช้วัตถุดิบเหลือใช้ในแปลงการเกษตรของเรา จริงๆ วัชพืชไม่ใช่ศัตรู มันเป็นพืชคลุมดิน ช่วยรักษาสภาพดินและความชื้นให้มีแมลง แบคทีเรีย เชื้อราที่เป็นประโยชน์กับพืชได้ สิ่งที่ต้องทำคือทำให้เกิดความสมดุลระหว่างวัชพืชกับพืชที่เราปลูก แน่นอนว่า เกษตรกรอาจไม่ชินกับวิถีนี้ เคยใช้เคมีได้เงินเป็นแสนๆ แต่ลองคำนวณดีๆ จะพบว่าแทบไม่เหลือ สุขภาพก็แย่ เกษตรอินทรีย์แม้ให้ผลน้อยกว่า แต่เหลือมากกว่า ผลผลิตขายได้ราคาดีกว่า และปลอดภัยต่อสุขภาพคนปลูก คนกิน” นางระตะนะ กล่าว

login to rate

ระดับความนิยม:

อัพโหลดโดย:  webmaster

วันที่:  9th Feb 20

จำนวนผู้ฟัง:  126

แสดงความคิดเห็น:  0

เพิ่มเป็นเสียงที่ชื่นชอบ:  0

หมวด:   รายงานข่าวสุขภาวะ

แจ้งเสียงไม่เหมาะสม

เพิ่มเป็นเสียงที่ชื่นชอบ

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ดาวน์โหลดเสียงนี้(43 ดาวน์โหลด)


(สามารถนำโค๊ดนี้ไปแสดงที่เว็บไซต์หรือ MySpace,Friendster,Blogger ของคุณได้!)