เสวนา ผลกระทบในการเข้าสู่ ประชาคมอาเชี่ยนต่อระบบสุขภาพ ตอนที่ 3/4



Facebook


สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) ในฐานะองค์กรเลขานุการ คสช. จึงจะจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ;สานพลัง คสช. ขับเคลื่อนนโยบาย เคลื่อนไหวสังคม ; ขึ้น ในวันที่ ๒ ; ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ;ณ โรงแรมบัดดี้ โอเรียนทอล ริเวอร์ไซด์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
เพื่อให้ คสช. ชุดที่ ๒ มีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ กลไกและโครงสร้างในการดำเนินงานขับเคลื่อนพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัตการ ;สานพลังคสช. ขับเคลื่อนนโยบาย เคลื่่อนไหวสังคม ; โดยมีเครือข่ายสมัชชาสุขภาพแห่งชาติทั่วประเทศ เข้าร่วม พร้อมเสวนาหัวข้อ ;ผลกระทบในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนต่อระบบสุขภาพ ; ที่โรงแรมบัดดี้ โอเรียนทอล ริเวอร์ไซด์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
นพ.วิพุธ พูลเจริญ ประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบและกลไกการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ(HIA) สช. กล่าวว่า การเปิดเสรีตามกรอบ ;ประชาคมอาเซียน ; หรือเออีซีในปี 2558 จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อระบบการให้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านบุคลากรทางการแพทย์ที่อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากจะมีผู้ใช้บริการจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามายังประเทศไทยจำนวนมาก รวมถึงการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ ที่จะมีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจการแพทย์ในอนาคต

ทั้งนี้ ธุรกิจบริการทางสุขภาพที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนมี 4 ด้าน ได้แก่ 1. การบริการทางไกล เช่น การให้คำปรึกษาผ่านระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์ (Tele-consultant) , การรับส่งภาพเอ็กซเรย์ทางไกล (Tele-radiogist) , การใช้หุ่นยนต์ผ่าตัดคนไข้ (Robotic Surgery or Practice) 2. การรับบริการข้ามพรมแดน เช่น การที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางให้บริการสุขภาพ (Medical Hub) แก่นักท่องเที่ยว หรือการผ่าตัดแปลงเพศ 3. การข้ามชาติไปลงทุนบริการในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ธุรกิจโรงพยาบาล , บริการทางสุขภาพ และอุตสาหกรรมยา 4. การเคลื่อนย้ายแรงงานด้านสุขภาพ เช่น แพทย์เฉพาะด้านพยาบาล นักเทคนิคฯ เป็นต้น
นพ.วิพุธ กล่าวว่า ประเทศไทยมีโอกาสสูงในการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในภูมิภาคแข่งกับเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซ เซีย และสิงคโปร์ เพราะปัจจุบันผู้มีฐานะดีในประเทศเล็กๆอย่าง ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม ก็เข้ามารักษาตัวในไทยจำนวนมาก ไม่นับรวมชาวยุโรปและตะวันออกกลางที่ชื่นชอบอยู่แล้ว ส่วนชาวอินโดนีเซียนิยมไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในสิงคโปร์ ขณะที่ธุรกิจโรงพยาบาลไทยที่มีความแข็งแกร่ง ก็จะเริ่มหาลู่ทางขยายการลงทุนไปในภูมิภาค เช่น ในพม่าหรือเวียดนามที่บริการสาธารณสุขยังไม่ดีพอแต่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง

การเกิดประชาคมอาเซียน จะทำให้คนฐานะดีจากหลายประเทศในอาเซียน 4-5% เข้ามาใช้บริการโรงพยาบาลในบ้านเรา ซึ่งคิดเป็นจำนวนผู้ใช้บริการน้อยมาก แต่เรากลับต้องเสียบุคลากรทางการแพทย์เพื่อให้บริการคนมีฐานะกลุ่มนี้จำนวนมาก ทำให้บุคลากรด้านนี้เริ่มขาดแคลนแน่นอน และส่งผลกระทบให้คนไทยไม่ได้รับบริการที่ดีพอ นพ.วิพุธกล่าว
ประธานพัฒนาระบบHIA สช. กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขควรใช้โอกาสนี้ในการวางแผนด้านอัตรากำลังคนและเทคโนโลยี เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่จะเกิดขึ้นยาวอีก 10-20 ปีข้างหน้า ไม่ใช่คิดแค่เรื่องการเข้ามาแข่งขันของอาเซียนเพียงอย่างเดียว เพราะจะสร้างข้อจำกัดที่สูง แต่ควรมองว่าประชาคมอาเซียนเป็นโอกาสที่จะได้พัฒนาตัวเอง เพราะรูปแบบทางการแพทย์ปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เช่น โรงพยาบาลในสหรัฐขณะนี้ มีการส่งฟิล์มเอ็กซเรย์ทางอิเล็กทรอนิกส์ให้แพทย์ในประเทศอินเดียช่วยวินิจฉัยกว่า 60%

นอกจากนั้น ประเทศไทยยังควรร่วมมือกับภูมิภาค ในการพัฒนาบุคลากรด้านสุขภาพ โดยสช.ควรเป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงเครือข่ายที่ไม่ยึดติดกับระบบราชการ เนื่องจาก10 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ประกาศความร่วมมือด้านสุขภาพของอาเซียนหรือที่เรียกว่า ;ย็อกยากาตา ; เมื่อปี 2545 ว่าจะสร้างประชาคมอาเซียนที่มีสุขภาวะทั้งกาย และจิตใจ มีชีวิตที่กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ถึงขณะนี้ก็ยังไม่เห็นความก้าวหน้าเท่าไหร่นัก
นพ.วิพุธ กล่าวว่า การเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียน ยังจะทำให้กระบวนการประเมินผลกระทบทางด้านสุขภาพหรือ HIA มีความสำคัญมาก ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน แต่ในส่วนของประเทศไทยก็ต้องชี้แจงกับเพื่อนบ้านด้วยว่า กลไกการชี้ขาดมีหลายส่วน ไม่ใช่รัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีภาคประชาชน รวมถึงศาลปกครองในการพิจารณาตัดสินอีกด้วย
ด้านดร.ชูวิทย์ มิตรชอบ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ กล่าวว่า การเปิดเสรีของประชาคมอาเซียนจะทำให้ความต้องการของผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์จากต่างชาติขยายตัว อาจทำให้เกิดการแย่งทรัพยากรสาธารณสุขระหว่างคนไทยและต่างชาติ ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐก็ควรเตรียมการป้องกันและลดผลกระทบในเชิงลบ ด้วยการพัฒนามาตรการทางการเงิน การคลัง เพื่อชดเชยผลกระทบต่อผู้ป่วยชาวไทย รวมถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างค่าตอบแทนบุคลากรด้านสาธารณสุข และหากยังไม่เพียงพอก็มีโอกาสที่จะนำเข้าบุคลากรสาธารณสุขจากกลุ่มประเทศอาเซียนได้

อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีมีเงื่อนไขให้ประเทศไทยเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนอาเซียนในธุรกิจสุขภาพเป็นร้อยละ 70ทำให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้ามาแข่งขันได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงพยาบาล สปา คลินิค สถานศึกษา เป็นต้น แต่ขณะเดียวกันนักธุรกิจไทยก็สามารถไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านได้ เช่น พม่า และลาว ที่ยังต้องการใช้บริการ แต่ภาครัฐจะต้องส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ลงทุนทางการแพทย์ เพื่อสร้างความได้เปรียบของประเทศไทยด้วย
ดร.ชูวิทย์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องระวังก็คือการแพร่ระบาดมากขึ้นของโรคติดต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่แฝงมากับการพัฒนา และการเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ และ
ความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ประเทศไทยต้องเปิดรับอาหารและผลิตภัณฑ์ เช่น บุหรี่ สุรามากขึ้น จึงจำเป็นที่ภาครัฐต้องสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังโรคอุบัติใหม่อย่าง
บูรณาการในภูมิภาคนี้

ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ สภาพัฒน์ กล่าวว่า หลังจากเกิดประชาคมอาเซียนจะมีการลงทุนขนาดใหญ่เข้ามาอีกมาก เพราะจะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงระหว่างประเทศ ในส่วนของไทยนั้นกลไกการประเมินด้านสิ่งแวดล้อม(EIA) และ HIA จะต้องมีบทบาทมากขึ้น รวมถึงภาคประชาชนจะต้องมีความเข้มแข็งและอาจร่วมมือกับเป็นเครือข่ายในระดับภูมิภาค
ด้านดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และอดีตผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) มองว่า การเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียนอาจเกิดความเสี่ยงใหม่ๆในแง่สุขภาพขึ้น เช่นการเปิดเสรีด้านการขนส่งสินค้าข้ามแดน จะทำให้รถบรรทุกที่ขนสารเคมีจากประเทศเพื่อนบ้านนำสารเคมีเหล่านี้มาทิ้งในประเทศไทย เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐเคยเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า ;มิดไนท์ รัน; ที่รถบรรทุกสารเคมีไปทิ้งกลางทาง กว่ารัฐบาลจะรู้ว่าในขยะนั้นมีอะไรก็ต้องใช้เวลาถึง 4-5 ปี

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อาเซียนได้รับความสนใจจากประเทศตะวันตกรวมถึงยักษ์ใหญ่อย่างจีน ญี่ปุ่นเกาหลี จะเห็นได้ว่าอาเซียนมีคู่เจรจาทั้งอาเซียนบวกสาม และอาเซียน-สหรัฐ หลังจากนี้ยังมีหลายประเทศที่ขอเข้าร่วมเจรจาอีก ล่าสุดอาเซียนจะขยายสมาชิกเพิ่มอีก 2 ประเทศคือติมอร์ตะวันออกและปาปัวนิวกินียิ่งทำให้ศักยภาพของอาเซียนมีการเติบโต ซึ่งประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับเงินทุนต่างชาติที่จะไหลเข้ามาลงทุนมากขึ้น

login to rate

0 ความนิยม

แจ้งวีดีโอไม่เหมาะสม

เพิ่มวีดีโอที่ชื่นชอบ

จำนวนผู้เข้าชม:  594

ความคิดเห็น:  0

เพิ่มวีดีโอที่ชื่นชอบแล้ว:  0

Links:0

ไม่พบวีดีโอที่ค้นหา